<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์, Author at CSI</title>
	<atom:link href="https://backoffice.csisociety.com/author/author2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://backoffice.csisociety.com/author/author2/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Fri, 03 Feb 2023 10:26:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.6.3</generator>

<image>
	<url>https://backoffice.csisociety.com/wp-content/uploads/2021/08/cropped-logo-32x32.png</url>
	<title>ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์, Author at CSI</title>
	<link>https://backoffice.csisociety.com/author/author2/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>PRODUCT OR SERVICE ? คำถามที่ช่วยติด SPEED การลงทุน</title>
		<link>https://backoffice.csisociety.com/product-or-service-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94-speed-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://backoffice.csisociety.com/product-or-service-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94-speed-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Sep 2021 05:19:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.csisociety.com/?p=14973</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในโลกของการลงทุนนั้น “เวลา” ถือเป็นตัวตัดสินหนึ่งว่านักลงทุนจะทำผลตอบแทนได้ดีเพียงใด ยิ่งเราใช้เวลาสั้นลงในการถึงเป้าหมายการลงทุนเท่าไหร่ ผลตอบแทนของเรายิ่งสูงขึ้นเท่านั้น</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/product-or-service-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94-speed-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/">PRODUCT OR SERVICE ? คำถามที่ช่วยติด SPEED การลงทุน</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในโลกของการลงทุนนั้น “เวลา” ถือเป็นตัวตัดสินหนึ่งว่านักลงทุนจะทำผลตอบแทนได้ดีเพียงใด ยิ่งเราใช้เวลาสั้นลงในการถึงเป้าหมายการลงทุนเท่าไหร่ ผลตอบแทนของเรายิ่งสูงขึ้นเท่านั้น การลงทุนในบริษัทที่อยู่ในช่วงเติบโต (ที่เรียกติดปากกันว่าหุ้นเติบโต) นั้นจึงมีหลักฐานทางสถิติอย่างชัดเจนว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนทางการเงินใดๆ ในระยะยาว ในบรรดาบริษัทนับหมื่นนับพันในตลาดหุ้นนั้นเราเองก็สามารถจำแนกคุณลักษณะต่างๆ ออกมาได้อย่างมากมาย คุณลักษณะสำคัญที่นักลงทุนหลายคนอาจจะรู้แต่ไม่ให้ความสำคัญมากนักกับเรื่องนี้ คือการที่รู้ว่าบริษัทที่เราลงทุนนั้น ขายสินค้าหรือบริการ?</p>
<p>ในโลกของธุรกิจนั้น คุณค่าที่ผู้ขายจะส่งมอบให้ลูกค้ามีอยู่ 2 ทางด้วยกัน คือ 1.สินค้า 2.บริการ ทั้งสองอย่างต้องทำควบคู่กันไป อย่างร้านค้าปลีกที่ขายสินค้าในร้านก็ต้องใช้พนักงานเพื่อบริการลูกค้า หรืออย่างบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือที่ผลิตมือถือแต่ก็ยังต้องมีพนักงานคอยบริการตามศูนย์ต่างๆ ถ้าเกิดว่าทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีสินค้าและบริการเกิดขึ้น แล้วเราจะจำแนกอย่างไรว่าธุรกิจใดเป็นธุรกิจที่ขายสินค้า(Product based company) หรือเป็นธุรกิจที่ขายบริการ (Service based company) และคำถามที่สำคัญไปกว่านั้นคือเราจะรู้ไปทำไม?</p>
<p>Facebook ให้บริการ Social Media ส่วน KFC ขายไก่ทอด ดังนั้น Facebook คือบริษัทขายบริการ ส่วน KFC คือบริษัทที่ขายสินค้า ความคิดเช่นนี้ไม่ได้ผิดอะไรในโลกของคนปกติ แต่สำหรับผู้ประกอบการ นักการตลาด หรือนักลงทุน ก็ควรตอบได้ว่า KFC คือ ธุรกิจที่บริการทำอาหาร ในขณะที่สินค้าของ Facebook คือข้อมูล</p>
<p>เพื่อจำแนกลักษณะของธุรกิจ เราต้องมองลงไปถึงว่าธุรกิจที่เรากำลังวิเคราะห์นั้นมอบคุณค่าให้แก่ลูกค้าของตนด้วยสินค้าหรือบริการกันแน่ ผมขอยกตัวอย่าง KFC เช่นเดิมว่าไก่ทอดที่นับเป็นสินค้าหลักที่ทำรายได้ให้แก่ KFC ปีนึงมหาศาล แต่คุณค่าที่มอบให้ลูกค้าที่จริงแล้วคือการบริการ</p>
<p>เรามาลองคิดกันเล่นๆว่า KFC จะทำรายได้จากไก่ทอดได้แค่ไหนหากอยู่ๆ KFC ก็ประกาศตัวเองว่าจะลดการบริการลง และผันตัวเองเป็น Product based company เริ่มจากส่งไก่ทอดขายตาม Super Market ลูกค้าบางส่วนคงเบือนหน้าหนีเพราะมันไม่ได้กรอบเหมือนเพิ่งทอด บริษัทจึงต้องหันไปขายไก่ชุบแป้งแช่แข็งให้ลูกค้ากลับไปทอดเอง ลูกค้าส่วนหนึ่งไม่ซื้อเนื่องจากขี้เกียจทอดเองเพราะยุ่งยาก เหลือแต่แฟนคลับของแบรนด์จริงๆที่ซื้อไปทอดเองก็ประสบปัญหา ไม่มีอุปกรณ์บ้าง ไฟไม่แรงพอบ้าง น้ำมันไม่ท่วมพอ ไหม้บ้าง เหนียวบ้าง สุดท้ายก็ไม่ได้ไก่ทอดรสชาติเดิมๆที่คุ้นเคย ดังนั้นจริงอยู่ที่ไก่ทอดคือสินค้า แต่หากขาดบริการอย่างเข้มข้นแล้ว KFC ก็ไม่สามารถเป็นอย่างทุกวันนี้</p>
<p>ส่วนธุรกิจที่เป็น Product based company อย่าง Apple นั้น เมื่อคิดค้นสินค้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้แล้ว ก็สามารถทำการกระจายสินค้าออกไปได้เลย หลังๆมานี้ผมซื้อ Iphone ผ่าน Shopee โดยไม่จำเป็นต้องไปที่ Apple store เพื่อรับบริการจากพนักงานด้วยซ้ำ</p>
<p>แล้วเราจะแบ่งไปทำไม? ในเมื่อทั้ง 3 บริษัทที่ยกมาในบทความนี้ (KFC, Facebook, Apple) ต่างเป็นบริษัทระดับโลกทั้งนั้น และยังมีธุรกิจลักษณะ Service based company มากมายที่แข็งแกร่งและมีขนาดใหญ่ ผมคงต้องย้อนกลับไปที่ย่อหน้าแรกคือเรื่องของ “เวลา” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของนักลงทุนนั่นเอง</p>
<p>ในแง่การเติบโตนั้น Product based company ทำได้เร็วกว่า Service based company มาก เพราะธุรกิจบริการมีความซับซ้อนในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นลักษณะ 1 ต่อ 1 คือธุรกิจบริการจะสร้างยอดขายได้ 1 ครั้ง จะต้องสร้างองค์ประกอบต่างๆเพื่อลูกค้าคนนั้น หลังจากลูกค้าคนใหม่เข้ามา กระบวนการบริการก็จะเริ่มต้นขึ้นใหม่ ถ้าเราลองจินตนาการถึงการบริการลูกค้า 1 ล้านครั้ง กับการผลิตสินค้าส่งขาย 1 ล้านชิ้น อย่างแรกคงกินพลังงานและเวลากว่ามาก</p>
<p>ข้อที่เหนือกว่าอีกแง่หนึ่งของ Product based company คือการได้รับผลจากการประหยัดต่อขนาด (Economy of scale) แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้เมื่อผลิตถึงจุดคุ้มทุนตัวเลขกำไรจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ต่างจากธุรกิจบริการที่กำไรจะเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรงตามการบริการที่มากขึ้น หรือตามสาขาที่มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจบริการนั้นจำเป็นต้องเน้นแรงงานและสถานที่ ทำให้เมื่ออยากเพิ่มยอดขายก็จำเป็นต้องเพิ่มแรงงานและสถานที่เข้าไปด้วย ซึ่งคนทำธุรกิจจะรู้ว่าพนักงานคือส่วนที่บริหารจัดการยากที่สุดในองค์กร</p>
<p>ด้วยข้อที่เหนือกว่าหลักๆ 2 อย่างของ Product based company ก็พอจะบอกได้แล้วว่ามันควรจะให้ผลตอบแทนที่เร็วกว่า Service based company เนื่องจากรายได้และกำไรเติบโตได้ไวกว่าและง่ายกว่า ผมจึงอยากให้ผู้อ่านลองมองธุรกิจในแง่นี้ดูบ้าง เผื่อจะสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้นในตลาดหุ้นครับ</p>
<p>—————————————————————————————————-</p>
<p>ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุน</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/product-or-service-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94-speed-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/">PRODUCT OR SERVICE ? คำถามที่ช่วยติด SPEED การลงทุน</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://backoffice.csisociety.com/product-or-service-%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94-speed-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อะไรคือเหตุผลของการ “ทนจนไม่ทนรวย” ในนักลงทุน</title>
		<link>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%99/</link>
					<comments>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%99/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Sep 2021 05:17:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.csisociety.com/?p=14970</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในตลาดหุ้นนั้นเหมือนกับสงครามระหว่างความคิดของคนนับล้านที่มีความเห็นไม่ตรงกัน นักลงทุนหลายคนมักมุ่งประเด็นความสนใจไปที่การ”รู้เขา” ในที่นี้คือการศึกษาสภาพตลาด การศึกษาตัวธุรกิจ หรือการศึกษากราฟ แต่นักลงทุนหลายคนไม่เคย</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%99/">อะไรคือเหตุผลของการ “ทนจนไม่ทนรวย” ในนักลงทุน</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”</p>
<p>โดย ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์ แอดมินเพจ เล่นหุ้นด้วยทุนเมีย</p>
<p>ในตลาดหุ้นนั้นเหมือนกับสงครามระหว่างความคิดของคนนับล้านที่มีความเห็นไม่ตรงกัน นักลงทุนหลายคนมักมุ่งประเด็นความสนใจไปที่การ”รู้เขา” ในที่นี้คือการศึกษาสภาพตลาด การศึกษาตัวธุรกิจ หรือการศึกษากราฟ แต่นักลงทุนหลายคนไม่เคย “รู้เรา” ซึ่งคือการเข้าไปศึกษาตนเองในทางจิตวิทยาว่าการตัดสินใจของตนเองเกิดจากอะไร เบื้องหลังการตัดสินใจเช่นนั้นเป็นเพราะอะไร การขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปย่อมทำให้ผลตอบแทนออกมาไม่ดีหรือกระทั่งขาดทุนได้</p>
<p>วันนี้ผมจะขอพูดเรื่องที่นักลงทุนมือใหม่แทบทุกคนต้องประสบพบเจอ ซึ่งผมขอเรียกภาวะนี้ว่าการ “ทนจนไม่ทนรวย” คือสภาวะที่คนเรามีแนวโน้มที่จะถือหุ้นที่มีผลขาดทุนไว้นานเกินไป ในขณะที่ขายหุ้นที่มีกำไรเร็วเกินไป ภาวะเช่นนี้มีอธิบายในวิชาการเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral Finance) เรียกว่า Disposition Effect ซึ่งเกิดจากคนเรารู้สึกเสียใจจากการขาดทุนมากกว่ารู้สึกดีใจจากการได้กำไรในจำนวนเงินที่เท่ากัน</p>
<p>ถ้าเรามีหุ้นสองตัว ตัวแรกกำไร 30% ตัวที่สองขาดทุน 30% หากเราต้องเลือกขาย 1 ตัวออกไป เราจะขายตัวไหน? คำตอบคือคนส่วนใหญ่เลือกที่จะขายหุ้นตัวที่มีกำไรออกมา และถือหุ้นที่ยังขาดทุนไว้เพื่อหวังให้ราคาปรับตัวกลับมาเท่าทุนและขายมันออกไปซะ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้นักจิตวิทยาได้อธิบายไว้ว่า นักลงทุนจะรู้สึกแย่กับกำไรที่เสียไป 1 หน่วย มากกว่ารู้สึกดีจากการได้กำไร 1 หน่วย (หากวัดความรู้สึกเป็นตัวเลขได้ และให้การรู้สึกเฉยๆ = 0) เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติว่าวันนี้จู่ๆ แม่ก็เดินมาให้เงิน 1000 บาท เราจะรู้สึกดีใจแต่ไม่นาน อาจจะแค่ 10 นาทีเท่านั้น แต่หากวันไหนเราทำเงินหาย 1000 บาท วันนั้นทั้งวันอาจจะทำให้เราคิดมากจนนอนไม่หลับ หากวัดกันในแง่ของเวลาก็พอจะบอกได้ว่าเราจมอยู่กับความเสียใจนานกว่าความดีใจ แม้จำนวนเงินที่ได้และเสียจะมีค่าเท่ากัน</p>
<p>แต่สิ่งที่น่าปวดหัวในตลาดหุ้นคือ การขาดทุนหุ้นที่เรายังไม่ขาย (Unrealized loss) เราจะไม่นับว่าเป็นการทำเงินหาย (ซึ่งไม่จริง) การขายหุ้นที่ขาดทุนทิ้งต่างหากที่เป็นการทำเงินหาย ดั่งคำที่ชาวดอยใช้ปลอบใจตัวเองว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน” (ซึ่งไม่จริงอีกนั่นแหละ) นักลงทุนเลยมีแนวโน้มจะเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้กับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด ส่วนการขายหุ้นที่กำไรทำได้ง่ายกว่าเพราะทำให้เกิดความสุขได้ทันที</p>
<p>เนื่องจากคนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น”ทุกคน”คิดว่าตนเองเก่งกว่าหรือมีโชคกว่าค่าเฉลี่ยของคนในตลาด อ่านถึงตรงนี้นักลงทุนหลายคนอาจจะค้านว่าไม่จริง แต่ผมขอตอบว่ามันเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่เก่งหรืออับโชคกว่าคนส่วนใหญ่ คุณก็จะไม่เข้ามาในตลาดหุ้นตั้งแต่แรก</p>
<p>แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณต้องขายหุ้นที่ขาดทุนออกมา นั่นคือมันทำให้ตัวตนของเราที่เรายึดถือว่าเราเก่งกำลังถูกสั่นคลอนว่าแท้จริงแล้วเราเก่งหรือไม่เก่งกันแน่ ทำให้ความคิดเกิดความไม่ลงรอยกัน (Cognitive Dissonance)  เพราะเราไม่สามารถเป็นคนสองคนในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้นเราจึงเลือกขายหุ้นที่มีกำไรออกมาเพื่อให้ตัวตนด้านความเก่งของเราชัดเจนขึ้น ส่วนหุ้นที่ขาดทุนนั้น เพื่อลดความขัดแย้งในตัวเอง สมองมนุษย์ก็ฉลาดมากพอที่จะใช้ขั้นตอนของกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) เข้ามาช่วยเหลือสถานการณ์นี้ ซึ่งกลไกนี้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติเพื่อลดสภาวะความเศร้าเสียใจ ความกดดัน ความสับสน เพื่อให้เราไม่จมอยู่กับความรู้สึกพวกนั้น และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้</p>
<p>นักลงทุนอาจตอบสนองได้หลายแบบ เช่น</p>
<p>1.การเก็บกด คือทำเป็นไม่สนใจหุ้นตัวนั้นไป</p>
<p>2.การแสดงปฏิกิริยาตรงกันข้าม เช่น การโชว์ตัวเลขขาดทุนใน Social media แล้วขึ้น Caption ที่มีอารมณ์ขัน</p>
<p>3.การโทษคนอื่น เช่น โทษว่าที่ตัวเองขาดทุนเป็นเพราะเจ้ามือ</p>
<p>เป็นต้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>แล้วเราจะทำเช่นไรเพื่อก้าวข้ามความคิดพวกนี้ไปได้</p>
<p>1.ทำความเข้าใจว่าการลงทุนย่อมมีผิดพลาดได้เสมอ ต้นแบบการลงทุนเน้นคุณค่าอย่าง Warren buffett ยังขายหุ้นสายการบินแบบขาดทุนมโหฬารไปเมื่อปีที่แล้ว</p>
<p>2.ฝึกเป็นคนรู้จักยอมรับผิด ยอมรับว่าการลงทุนที่ขาดทุนทุกครั้งเกิดจากตัวเราเอง แล้วนำประสบการณ์ที่ได้นั้นไปปรับใช้ในการลงทุนครั้งถัดไป</p>
<p>3.มีแผนการล่วงหน้าที่ชัดเจน ก่อนเข้าซื้อเราควรรู้ว่า เราจะ Cut loss ที่ระดับราคาใด ทำกำไรที่ราคาเป้าหมายใด หรือจะขายหุ้นออกมาเมื่อบริษัทไม่สามารถเติบโตตามเป้าหมาย ฯลฯ แผนการในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในตอนที่เรายังมีสติและเหตุผลครบถ้วนเพราะยังไม่ถูกกลไกป้องกันตนเองเข้ามาควบคุม</p>
<p>4.รู้เท่าทันจิตใจตัวเองว่ากำลังถูกอคติ (Bias) ใดๆ ครอบงำอยู่</p>
<p>การไม่ยอมขายขาดทุนนั้นแตกต่างจากการเฝ้ารอให้หุ้นที่ขาดทุนอยู่ปรับตัวขึ้นไปสู่ราคาเป้าหมายอยู่มาก เพราะอย่างแรกใช้เพียง “ความหวัง” ส่วนอย่างหลังใช้ “ความรู้+ความอดทน+ความหวังอีกนิดหน่อย”</p>
<p>—————————————————————————————————-</p>
<p>ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการลงทุน</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%99/">อะไรคือเหตุผลของการ “ทนจนไม่ทนรวย” ในนักลงทุน</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%97%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สรุป BAD IDEAS ของ ARK INVEST</title>
		<link>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b-bad-ideas-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-ark-invest/</link>
					<comments>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b-bad-ideas-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-ark-invest/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Sep 2021 05:05:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.csisociety.com/?p=8251</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่วงนี้หลายคนให้ความสนใจกับ Ark invest กองทุนที่ลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่เป็น Disruptive technology</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b-bad-ideas-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-ark-invest/">สรุป BAD IDEAS ของ ARK INVEST</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้หลายคนให้ความสนใจกับ Ark invest กองทุนที่ลงทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่เป็น Disruptive technology ซึ่งสร้างผลตอบแทนระดับ 150% ในปี 2020 ที่ผ่านมา เมื่อไม่นานมานี้ Ark ได้ออกบทวิเคราะห์ Big Ideas 2021 มา ว่าธุรกิจใดกำลังมุ่งสู่โลกอนาคต ซึ่งคนที่ติดตามการลงทุนมาตลอดคงพอเห็นผ่านตามาบ้างแล้วจากหลายเพจหรือหลายช่อง Youtube กับ 15 ไอเดียการลงทุนในธุรกิจจำพวก Deep learning, Delivery Drones, 3D Printing, etc.</p>
<p>แต่วันนี้เราจะไม่ได้มาพูดถึง Big Ideas ครับ (เพราะคนพูดไปเยอะแล้ว) ถ้าเราเข้าไปดูใน Website ของ Ark invest เราจะพบว่านอกจาก Big Ideas แล้ว Ark นั้นได้มีบทวิเคราะห์ Bad Ideas ไว้ด้วย โดยทีม Research ของ Ark นั้นได้วิเคราะห์ 5 ธุรกิจที่กำลังจะถูก Disrupt ผมจึงนำมาเผยแพร่ต่อเพื่อเป็นประโยชน์แก่นักลงทุน เจ้าของกิจการ หรือพนักงานในธุรกิจนั้นๆได้พิจารณาปรับตัว ซึ่งข้อมูลที่ Ark ศึกษานั้นเป็นข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ก็นำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ครับ</p>
<p>1.Physical Bank Branches (สาขาของธนาคาร)</p>
<p>สิ่งที่มา Disrupt : กระเป๋าเงินดิจิตอลและโทรศัพท์มือถือ</p>
<p>กระเป๋าเงินดิจิตอลและโทรศัพท์มือถือจะทำหน้าที่เป็นสาขาของธนาคารในการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ สิ่งที่เป็นโครงสร้างทางกายภาพจะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป ส่งผลให้สินทรัพย์มูลค่ามหาศาลของสถาบันการเงินกำลังมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียมูลค่า</p>
<p>มุมมองส่วนตัว : ตัวธุรกิจธนาคารเองนั้นยังคงมีความแข็งแกร่งเนื่องจากภาครัฐจำเป็นต้องมีธนาคารไว้เพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายทางการเงิน ดังนั้นหากมีสิ่งใดจะเข้ามาทำหน้าที่แทนหรือสร้างผลเสียต่อธนาคารย่อมต้องถูกกีดกันทางกฎหมาย จึงเรียกได้ว่ารูปแบบการใช้งานของธนาคารมีการเปลี่ยนแปลงไปจะดีกว่า</p>
<p>2.Brick and Mortar Retail (ร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน)</p>
<p>สิ่งที่มา Disrupt : E-commerce</p>
<p>จริงๆเทรนนี้เราทราบกันดีแล้ว และ Covid-19 เป็นตัวเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ให้เร็วขึ้นไปอีก ร้านค้าปลีกที่น่ากังวลคือร้านค้าปลีกที่มีพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่เหล่านั้นจะสูญเสียมูลค่าในการสร้างรายได้ ทำให้สัดส่วน รายได้/ตารางเมตร นั้นลดลงมหาศาล</p>
<p>Ark เชื่อว่า อีกไม่นานการขนส่งไมล์สุดท้าย (Last-Mile Delivery) จะทำผ่านโดรนเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าอย่างรวดเร็วขึ้นมาก ในปี 2030 การซื้อของออนไลน์จะกินสัดส่วนถึง 60% ของทั้งโลก จะมีบริษัทบางส่วนที่สามารถปรับตัวได้ บางส่วนอาจต้องประสบภาวะล้มละลาย อาคาร สถานที่ หรือสินทรัพย์ต่างๆที่ร้านค้าปลีกครอบครองอยู่จะถูกด้อยมูลค่าลง</p>
<p>มุมมองส่วนตัว : เรื่องนี้ผมมองว่าผู้ประกอบการค้าปลีกทุกรายทราบดีอยู่แล้วกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือ สำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกรายเล็กจำเป็นต้องหาความรู้ด้านการตลาดออนไลน์เอาไว้ให้มาก ส่วนนักลงทุนนั้นแนะนำให้เลี่ยงลงทุนธุรกิจสมัยเก่าไปเลย และหันไปลงทุนธุรกิจ E-Commerce และ Supply chain ที่เกี่ยวข้องกันจะดีกว่า</p>
<p>3.Linear TV (เคเบิ้ลทีวี)</p>
<p>สิ่งที่มา Disrupt : Streaming</p>
<p>ธุรกิจเคเบิ้ลทีวีนั้นเหมือนกับสตรีมมิ่งคือมีการเก็บค่าบริการรายเดือน แต่ในยุคนี้คนดูสมัยใหม่ต้องการตัวเลือกใหม่ๆเสมอ สิ่งที่ Streaming เหนือกว่านั้นคือการที่ผู้ให้บริการสามารถตอบสนองความต้องการรับชมของผู้ใช้บริการด้วย AI อัลกอริทึ่ม ทำให้แนวโน้มการใช้บริการเคเบิ้ลทีวีต่ำลงเรื่อยๆ แต่ผลกระทบนี้ไม่ส่งผลต่อช่องกีฬา</p>
<p>มุมมองส่วนตัว : เมื่อมาดูในไทยกระบวนการนี้ดูเหมือนจะรวดเร็วกว่าที่สหรัฐอเมริกา และนักลงทุนรู้ดีกว่าการลงทุนในหุ้นช่องทีวีเป็นการลงทุนที่เสี่ยงสูง(ทั้งเคเบิลทีวี และทีวีดิจิตอล) และนักลงทุนในไทยต่างมองข้ามธุรกิจนี้เป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเตือนใดๆครับ</p>
<p>4.Freight Rail (การขนส่งทางราง)</p>
<p>สิ่งที่มา Disrupt : Autonomous EV truck</p>
<p>ปัจจุบันการขนส่งที่ถูกที่สุดเมื่อเทียบน้ำหนัก(ตัน) ต่อระยะทาง(ไมล์) ได้แก่ เรือ (0.01$) รถไฟ (0.04$) รถบรรทุกดีเซล(0.12$) เครื่องบิน(1.36$) ตามลำดับ ในอนาคตการเข้ามาของ Autonomous EV truck จะมีต้นทุนต่ำกว่ารถไฟ อยู่ที่ 0.03$/Ton/Mile ซึ่งจะสร้างแรงกดดันแก่ผู้ให้บริการขนส่งทางรางจนถึงขั้นล้มละลาย</p>
<p>มุมมองส่วนตัว : ตั้งแต่การคมนาคมทางถนนสะดวกขึ้นในไทยเราแทบจะไม่ใช้การขนส่งสินค้าทางรางอยู่แล้วเนื่องจากประเทศไทยมีขนาดเล็ก แต่ประเด็นเรื่อง Autonomous EV truck น่าสนใจว่าหากนำมาใช้จริงจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันของบริษัทขนส่งไปในทางไหน เนื่องจากแต่เดิมการขนส่งด้วยสิบล้อแต่เดิมจำเป็นต้องใช้คนขับ หากรถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เอง บริษัทขนส่งรายย่อยที่มีรถจำนวนไม่มากจะยังอยู่ได้หรือไม่ เพราะจะรถ 10 คัน หรือ 1000 คัน ก็สามารถควบคุมมาตรฐานการทำงานได้แล้ว</p>
<p>5.การขนส่งแบบดั้งเดิม (Traditional Transportation)</p>
<p>สิ่งที่มา Disrupt : Robotaxi (แท็กซี่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ)</p>
<p>Ark invest ได้กล่าวถึงการขนส่งจำพวก รถรับจ้าง, ไฟล์บินสั้น, การขนส่งมวลชน ที่จะถูกแทนที่ด้วย Robotaxi ทำให้ 10 ปีต่อจากนี้ จำนวนการขายรถยนต์จะลดลงราว 40% ประกันรถยนต์ต้องลดเบี้ยประกันลงกว่าครึ่ง ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ถูกทำลาย และความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงเร็วกว่าที่ทุกคนคาดไว้ จากการศึกษาของ Ark พบว่า Taxi ปัจจุบันมีต้นทุนการเดินทางที่ 3.5$ ต่อไมล์ รถยนต์ส่วนบุคคลมีต้นทุนอยู่ที่ 0.7$ ต่อไมล์ แต่ Robotaxi นั้นมีต้นทุนอยู่เพียง 0.25$ ต่อไมล์เท่านั้น ถูกกว่าแท็กซี่ถึง 14 เท่า (ตัวเลขนี้ใช้กับประเทศไทยไม่ได้นะ) ซึ่ง Robotaxi จะเข้าไป Disrupt ธุรกิจรถยนต์ทั้ง Supply chain ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 7.7 ล้านล้านดอลล่าห์</p>
<p>มุมมองส่วนตัว : หากเป็นไปได้จริงเรื่องนี้จะส่งผลกระทบทั้งเรื่องวิถีชีวิต และธุรกิจจำนวนมาก ใน Ark นั้นยังไม่ได้พูดถึงร้านอะไหล่ อู่ซ่อมรถ ตัวแทนขายรถยนต์ หรือกระทั่งเด็กขายพวงมาลัยตามสี่แยก ซึ่งแนวโน้มเรื่องนี้ไม่ได้ไกลเกินฝัน ดังนั้นหากเราไม่สามารถเปลี่ยนกระแสโลกได้ เราจึงต้องนำเงินบางส่วนไปลงทุนในธุรกิจ Autonomous Car กันบ้างนะครับ</p>
<p>จะเห็นว่าทุกอย่างที่ Ark พูดถึงกำลังแทรกเข้ามาอย่างแนบเนียน เมื่อ 10 ปีก่อนใครจะไปคิดว่าชีวิตเราต้องดู Netflix อีก 10 ปีข้างหน้าเราอาจกำลังนั่งอยู่บน Robotaxi แล้วนึกย้อนกลับมาตอนนี้ว่าใครจะไปคิดว่าวิถีชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปรวดเร็วขนาดนี้</p>
<p>ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
<p>Big Ideas https://research.ark-invest.com/hubfs/1_Download_Files_ARK-Invest/White_Papers/ARK%E2%80%93Invest_BigIdeas_2021.pdf?hsCtaTracking=4e1a031b-7ed7-4fb2-929c-072267eda5fc%7Cee55057a-bc7b-441e-8b96-452ec1efe34c&amp;fbclid=IwAR2EgKAqAfIApHMIAkIfwyQCgu7ATWPBDj-GMvt-yds78XnXIIdhcAy6ooU<br />
Bad Ideas https://research.ark-invest.com/hubfs/1_Download_Files_ARK-Invest/White_Papers/ArkInvest_101420_Whitepaper_BadIdeas2020.pdf?hsCtaTracking=0337ad18-a379-4842-9a3d-265329490a73%7C212b2d19-5147-4e06-9dd4-8a2a95bd383a</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b-bad-ideas-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-ark-invest/">สรุป BAD IDEAS ของ ARK INVEST</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%9b-bad-ideas-%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-ark-invest/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หุ้นตกทำอย่างไร นอกจากทำใจ</title>
		<link>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97/</link>
					<comments>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 May 2021 10:44:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.csisociety.com/?p=8248</guid>

					<description><![CDATA[<p>สวัสดีครับผู้อ่านทุกคน หลังจากที่เรามีความสุขกับตลาดขาขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จากดัชนีราว 120</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97/">หุ้นตกทำอย่างไร นอกจากทำใจ</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีครับผู้อ่านทุกคน หลังจากที่เรามีความสุขกับตลาดขาขึ้นมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว จากดัชนีราว 1200 จุด ไปสูงสุดที่ราว 1550 จุด จนล่าสุดเริ่มมีกูรูหลายคนในระดับโลกหรือในระดับประเทศพูดเรื่องการปรับฐานของตลาด ตลาดจะปรับฐานจริงไหม ตลาดจะเป็นขาลงจริงไหม ผมตอบได้คำเดียวว่า “ไม่รู้” หากคุณรู้ช่วยบอกผมด้วย (ฮ่าๆ)</p>
<p>ดังนั้นเราอย่ามามัวคาดการณ์สิ่งที่เราไม่รู้ดีกว่าครับ เรามาดูแผนรับมือกันว่าเราจะทำอย่างไรได้บ้างหากต้องพบเจอกับตลาดขาลง</p>
<p>อย่างแรกเลย เงินสดในมือจะเป็นตัวแบ่งนักลงทุนออกเป็น 3 กลุ่ม คือเป็นนักลงทุนที่ถือเงินสดมาก, ปานกลาง, และน้อย ตามลำดับ ซึ่งพวกที่ถือเงินสดน้อย(อัดหุ้นเต็มพอร์ต) ก็ยังแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยอีกคือ หุ้นที่ถืออยู่มีกำไร หรือกำลังขาดทุน(เพราะซื้อที่ยอดดอย) ซึ่งนักลงทุนแบบต่างๆนั้นก็จะมีการรับมือที่ต่างกันออกไป</p>
<p>ในบทความนี้ผมจะขอพูดถึงวิธีการปฏิบัติตัวของนักลงทุนที่ถือหุ้นเต็มพอร์ตที่ตอนนี้กำลังขาดทุนอยู่ ก็เพื่อเป็นการดึงสติให้กลับมาอยู่กับร่องกับรอย ส่วนนักลงทุนที่กำลังถือเงินสดรอโอกาสก็สามารถอ่านไว้ได้ เพราะในช่วงชีวิตของนักลงทุนสักคนก็น่าจะต้องเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้สักครั้งหนึ่งครับ</p>
<p>หุ้นตกทำอย่างไรดีนอกจากทำใจ?</p>
<p>1. ทำใจ</p>
<p>ใช่ครับทำใจก่อน เพื่อตั้งสมาธิให้ไม่ด่วนตัดสินใจทำอะไรแบบไม่ทันคิด เช่น ขายหุ้นทันทีเมื่อราคาตกลงมา หากเราไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า การขายหุ้นทันทีเมื่อราคาลงเป็นการสร้างนิสัยเสียของนักลงทุนอย่างมาก ถึงแม้บางครั้งการดึงตัวเองออกมาจากตลาดหุ้นเพื่อตั้งสมาธิจะทำให้เราขาดทุนเพิ่มขึ้น แต่เราต้องให้เวลากับการใช้สมองมากกว่าใช้อารมณ์</p>
<p>ท่องในใจว่านี่คือธรรมชาติตลาดหุ้นเราหลีกหนีอะไรไม่ได้ หากเราต้องการเป็นนักลงทุน นี่คือสิ่งที่ต้องเจอในชีวิตอยู่เป็นประจำ เมื่อตั้งสติได้แล้วก็ไปยังข้อต่อไป</p>
<p>2. หาคำตอบว่าหุ้นลงเพราะอะไร</p>
<p>ทุกการลงหรือขึ้นของหุ้นล้วนต้องมีสาเหตุ การที่ราคาลงนั้นเป็นปัจจัยเฉพาะตัวหรือเป็นทั้งตลาด ถ้าเป็นปัจจัยเฉพาะตัวเราก็ต้องรีบหาสาเหตุนั้น หรือหากเป็นปัจจัยตลาดก็ต้องสังเกตว่าหุ้นของเรานั้นลงหรือลงน้อยกว่าค่าเฉลี่ย</p>
<p>3. ประเมินมูลค่าซ้ำ</p>
<p>ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่าจะให้ประเมินซ้ำอย่างไร ในเมื่อตอนซื้อไม่ได้ประเมินมูลค่าเลย (แหนะ!!) ถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้น นักลงทุนก็ควรต้องกลับไปถามตัวเองว่าซื้อหุ้นเพราะอะไรกันแน่ หรือหากใครซื้อเพราะรู้ว่าเป็นหุ้นพื้นฐานดี แต่ยังไม่เคยประเมินตัวเลขออกมาก็ควรใช้โอกาสนี้เรียนรู้ในการประเมินมูลค่าหุ้นเสียเลย</p>
<p>ในเรื่องของการประเมินมูลค่านั้น หากเป็นปัจจัยเฉพาะของหุ้นตัวนั้น เราก็นำสาเหตุที่ทำให้หุ้นลงนั้นเข้ามาปรับแก้สมมติฐานตามโมเดลที่เรามีไว้ก่อนหน้าเพื่อหามูลค่าออกมา</p>
<p>หากเป็นปัจจัยตลาดนั้น นักลงทุนหลายคนอาจจะตกม้าตายด้วยการคิดว่าการที่หุ้นลงทั้งตลาดนั้นเป็นการขายทำกำไร ไม่ได้กระทบอะไรกับมูลค่าของบริษัทเลย คำกล่าวนี้อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้</p>
<p>ผมขอขยายความเรื่องนี้ขึ้นอีกหน่อยว่าทำไมบางครั้งการที่ตลาดลง หุ้นของเราถึงมีมูลค่าลดลง กรณีนี้จะเป็นจริงเมื่อตลาดที่ลงนั้นเกิดจากผลกระทบของ “อัตราดอกเบี้ย”</p>
<p>ช่วงนี้นักลงทุนที่ตามข่าวอาจจะได้ยินข่าวเรื่อง ผลตอบแทนพัทธบัตร 10 ปีสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นทำให้ตลาดหุ้นตกลงมา ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเงินนั้นจะไหลจากที่ที่มีผลตอบแทนต่ำไปยังที่ที่มีผลตอบแทนสูง</p>
<p>เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น มูลค่าของบริษัทจะลดลงทันที เพราะ 1. ดอกเบี้ยเงินกู้ของบริษัทสูงขึ้น 2. ต้นทุนเงินทุนของผู้ถือหุ้นสูงขึ้น ดังนั้นหากอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง มูลค่าของบริษัทก็จะเปลี่ยนแปลงตาม นั่นคือนักลงทุนจะไม่สามารถคิดว่าพื้นฐานบริษัทยังไม่เปลี่ยนดังนั้นมูลค่าของบริษัทก็ต้องคงเดิม “ทั้งๆที่ดอกเบี้ยกำลังปรับสูงขึ้น” ดังนั้นจึงต้องประเมินมูลค่าซ้ำด้วยการปรับแก้ปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ย หากนักลงทุนคนใดใช้ P/E ในการประเมินราคาก็จำเป็นต้องปรับ P/E ลง เพราะ Earning Yield ของหุ้นนั้นก็น้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง</p>
<p>4. เปรียบเทียบราคาปัจจุบัน กับมูลค่าที่ประเมินใหม่</p>
<p>หากราคายังต่ำกว่ามูลค่าอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร หากราคาสูงเกินมูลค่าเราก็จำเป็นต้องขายออกแม้จะขาดทุน</p>
<p>5. มองหาโอกาสที่ดีกว่า</p>
<p>ถึงแม้หุ้นที่เราถืออยู่นั้นจะยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าอยู่ก็ตาม แต่ในภาวะที่ตลาดเป็นขาลง บางครั้งหุ้นบางตัวอาจสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าการรอหุ้นตัวเดิมในพอร์ทของเราปรับตัวกลับขึ้นมา เราก็ควรใช้จังหวะนั้นในการย้ายตัวถือ เมื่อตลาดหุ้นปรับขึ้นมาเราอาจจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าการกอดหุ้นตัวเดิมๆก็เป็นได้ครับ</p>
<p>ทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาเป็น 5 ข้อที่ผมใช้อยู่เป็นประจำ หากใครคิดว่าดีก็นำไปใช้ตามกันได้ หากใครมีเทคนิคที่ดีกว่าก็สามารถแนะนำกันได้ครับ</p>
<p>ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97/">หุ้นตกทำอย่างไร นอกจากทำใจ</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a3-%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>หุ้นกัญชงลงทุนยังไง?</title>
		<link>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87/</link>
					<comments>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ธนบูรณ์ งามศรีเทพฤทธิ์]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 19 May 2021 10:42:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.csisociety.com/?p=8244</guid>

					<description><![CDATA[<p>สวัสดีครับ วันนี้มาพบกับบทความสายเขียวที่ทำให้ยิ้มได้ นั่นคือกระแสหุ้นกัญชงครับ กัญชง (Hemp) ถึงแม้</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87/">หุ้นกัญชงลงทุนยังไง?</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีครับ วันนี้มาพบกับบทความสายเขียวที่ทำให้ยิ้มได้ นั่นคือกระแสหุ้นกัญชงครับ</p>
<p>กัญชง (Hemp) ถึงแม้จะเป็นพืชตระกูลเดียวกับกัญชา แต่มีสาร Tetrahydrocannabinol (THC) ในปริมาณน้อยกว่า 0.03% ทำให้เราไม่สามารถ get high ได้จากมันเหมือนกัญชาที่มีสาร THC ในปริมาณที่มากกว่าหลายเท่า แต่สิ่งที่กัญชงมีคือสาร CBD ซึ่งมีสรรพคุณทางยาคือช่วยนอนหลับ ลดการเจ็บปวดเรื้อรัง ปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งผมขอไม่ขยายความทางการแพทย์เพราะการแพทย์ก็เรื่องหนึ่ง ธุรกิจก็อีกเรื่องหนึ่ง</p>
<p>ในแง่ของธุรกิจสรรพคุณพวกนี้จะต้องถูกนำมาแปะบนฉลากสินค้าต่างๆอย่างแน่นอนเพื่อใช้เป็นจุดขาย ถึงแม้ผู้บริโภคหลายคนจะไม่ได้รู้สึกอะไรเลยหลังจากบริโภคเข้าไปในร่างกาย เพราะสารลักษณะนี้จะผสมในปริมาณเล็กน้อยในแบบของสิ่งเสริม คล้ายพวกน้ำผสมวิตามินที่เรารู้ว่าวิตามินมีประโยชน์ เราดื่มเข้าไปก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงในร่างกายทันที เราแค่รู้สึกว่ามันน่าจะทำอะไรกับร่างกายของเราสักอย่าง แล้วสุขภาพของเราจะค่อยๆดีขึ้น</p>
<p>สินค้าในลักษณะที่เป็นส่วนผสมเพิ่มมูลค่าอย่างกัญชง สามารถนำไปทำสินค้าได้หลากหลายตามแต่นักการตลาดจะคิดได้ เช่น น้ำดื่มกัญชง ครีมกัญชง อาหารผสมกัญชง หรือกระทั่งเทียนกัญชง สินค้าจำพวกนี้มีสิทธิ์เป็นกระแสสั้นๆ หรือเป็นดาวค้างฟ้า ขึ้นอยู่กับการตอบรับของผู้บริโภค</p>
<p>???? มองกัญชงผ่าน รสชาติของชาเขียว และคุณค่าของวิตามินซี</p>
<p>ตั้งแต่คนไทยถูกหนอนชาเขียวสะกดจิต ชินเม๋โจได ในปี 2546 นั่นก็นับเป็นการเปิดศักราชของชาเขียวในไทย ซึ่งผมขอยกให้เป็นตัวอย่างของดาวค้างฟ้ามาเกือบ 20 ปี ชาเขียวนั้นถูกผสมลงไปในอาหารคาวหวาน ทำเป็นน้ำดื่ม ทำเป็นครีม หรือกระทั่งผ้าอนามัย</p>
<p>สิ่งที่ทำให้ชาเขียวยืนระยะได้นานขนาดนี้ นั่นคือ “รสชาติ” ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้สั่งชาเขียวเพราะสรรพคุณ แต่สั่งเพราะรสชาติเฉพาะตัวของมันเอง</p>
<p>ส่วนวิตามินซีนั้นไม่มีรสชาติอะไร แต่มันถูกผสมลงไปในหลากหลายผลิตภัณฑ์เช่นกัน เช่น น้ำดื่ม ครีมบำรุงผิว สมัยก่อนวิตามินซียังไม่ถูกผสมลงไปในผลิตภัณฑ์เท่าไหร่ คนทั่วไปเข้าใจว่ากินกันหวัด จนกระทั่งนักการตลาดขุดสรรพคุณที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคขึ้นมาได้ คุณสมบัติหลัก “ตามที่ผู้บริโภคเข้าใจ” คือทำให้ขาวนั่นเอง ทำให้วิตามินซีก็ถือเป็นส่วนผสมหนึ่งที่ใส่ลงไปในอะไรก็ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน</p>
<p>สำหรับกัญชงนั้นจะเผชิญหน้าอยู่ 2 คำถามสำคัญในแง่ของการตลาดว่ามันตอบโจทย์อะไร เพื่อที่จะไม่เป็นแค่กระแสสั้นๆ</p>
<p>1.รสชาติถูกปากหรือไม่?<br />
2.สรรพคุณตอบโจทย์หรือไม่?</p>
<p>ในมุมมองส่วนตัวของผมเอง เรื่องรสชาติผมไม่ทราบ แต่สรรพคุณของสาร CBD แทบทั้งหมดคือสรรพคุณที่ใช้เป็นยามากกว่าเป็นอาหารเสริม ดังนั้นกัญชงน่าจะยืนระยะได้ในธุรกิจยาและการแพทย์ มากกว่าธุรกิจน้ำดื่ม ครีม อาหาร</p>
<p>ผมมองว่ากระแสกัญชงในน้ำ อาหาร ครีม จะฮิตสักพักแล้วก็เลิกฮิตแต่อาจจะยังไม่หายไป จะต่างจากกัญชา หากประเทศไทยไทยเปิดให้ดูดปุ๊นได้อย่างเสรี กัญชาจะอยู่ได้อย่างยาวนานเนื่องจากมันอยู่มาอย่างยาวนานด้วยตัวของมันอยู่แล้วจากคุณสมบัติเรื่องความมึนเมานั่นเอง</p>
<p>???? สินค้าแฟชั่น</p>
<p>ตอนนี้ผมขอแยกกัญชง กับสาร CBD ออกจากกัน ผมกล้าฟันธงว่าสินค้าผสมกัญชงเป็นสินค้าแฟชั่นที่จะมาแล้วก็จากไป แต่สาร CBD นั้นจะไม่จากไป และถูกใช้ในทางการแพทย์ ดังนั้นหุ้นเครื่องดื่ม อาหาร อาหารเสริม นั้นจะได้รับประโยชน์ในระยะสั้นจากการแห่เข้ามาลองของใหม่เท่านั้น</p>
<p>เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง อย่างกระแสน้ำมะพร้าวในปี 2559-2560 ที่หลายบริษัทมองภาพฝันไปไกลว่าน้ำมะพร้าวจะโตระเบิด จะบุกตลาดโลก เป็น New S-Curve ของบริษัท บางสำนักวิจัยการตลาดถึงขนาดให้เป้าว่าปี 2564 น้ำมะพร้าวบรรจุขวดจะมีขนาดตลาดถึง 5000 ล้านบาท (ครึ่งนึงของชาเขียวเลย) สุดท้ายแล้วความจริงอยู่ที่ ราวๆ 1000+ ล้านบาท เท่านั้น ต่างจากที่คาดการณ์ถึง -80%</p>
<p>???? หุ้นกลุ่มไหนน่าสนใจที่สุด</p>
<p>ผมมองว่าเป็นน้ำดื่ม เพราะสั่งผลิตได้ไว เร่งการผลิตได้ง่าย บริโภคง่าย มีช่องทางการขายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือนักลงทุนเองสามารถติดตามแนวโน้มได้ง่ายๆ ผ่านการสังเกตชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้อ</p>
<p>นักลงทุนควรมองหุ้นตัวที่มีแบรนด์แข็งแกร่งและมีขนาดธุรกิจไม่ใหญ่จนเกินไป เนื่องจากรายได้ของน้ำกัญชงจะได้มีผลบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อพื้นฐานกิจการ</p>
<p>???? มองอนาคตหุ้นกัญชงไทยด้วยอดีตจากต่างประเทศ</p>
<p>โชคดีที่ต่างประเทศ (อเมริกา แคนาดา) นั้นมีอนุญาตใช้สาร CBD อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วในปี 2018 และกระแสหุ้นกัญชงกัญชานั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเช่นกัน ทำให้มีหุ้นจำนวนมากที่เป็นตัวอย่างให้เราดูได้ ถึงแม้จะไม่ยาวนานพอจะมองเห็นเทรนด์ใหญ่ แต่ก็สามารถช่วยนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนหุ้นกัญชง มองเห็นภาพบริษัทของตนในระยะ 1-3 ปีได้มากขึ้น ซึ่งผมว่าเพียงพอสำหรับการหากำไรจากตีมการลงทุนนี้ครับ</p>
<p>สังเกตที่ปี 2018 เทรนราคาของหุ้นยืนอยู่ในระดับปีไปจนถึง 2019 ก่อนจะเริ่มถล่มลงมาช่วงต้นหรือกลางปี 2019 หากเราคิดว่าหุ้นไทยจะทำพฤติกรรมเลียนแบบต่างประเทศ ยังไม่สายไปหากจะเริ่มสะสมหุ้นกันชงตอนนี้ วิธีลงทุนหุ้นตีมกัญชงที่ผมแนะนำคือ “อย่าเป็นคนสุดท้าย”</p>
<p>ภาพด้านล่างเป็นการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นเกี่ยวกับกัญชงกัญชาในตลาดสหรัฐช่วงปี 2018 ของบริษัทที่มี Story เกี่ยวกับสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชง และสาร CBD</p>
<p>ขอให้มีความสุขกับการลงทุนครับ</p>
<p>ขอบคุณครับ</p>
<p>The post <a href="https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87/">หุ้นกัญชงลงทุนยังไง?</a> appeared first on <a href="https://backoffice.csisociety.com">CSI</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://backoffice.csisociety.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
